วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ตำนานรักทัชมาฮาล และ ประวัติความเป็นมาการสร้างวังที่สวยที่สุดในโลก

 


🌸 จุดเริ่มต้นความรักอันยิ่งใหญ่

จักรพรรดิ ชาห์ จาฮาน (Shah Jahan) ผู้ปกครองจักรวรรดิโมกุลอันรุ่งเรืองของอินเดีย ครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1628 – 1658 พระองค์มีชื่อเดิมว่า “เจ้าชายคุร์รัม” และเป็นบุตรของจักรพรรดิจาฮานคีร์และมเหสีบิลกิส มักฮานิ ทั้งนี้ พระองค์เป็นผู้ปกครองที่มีทั้งความสามารถในการปกครองและความหลงใหลในศิลปะ สถาปัตยกรรม และการแสดงออกซึ่งความงดงาม

ในปี ค.ศ. 1612 เจ้าชายคุร์รัมอภิเษกสมรสกับ มุมตัซ มาฮาล (Mumtaz Mahal) หญิงผู้สูงศักดิ์และงดงาม ทั้งคู่มีความรักที่ลึกซึ้งและมั่นคงตลอดชีวิตสมรส และมีพระโอรสและพระธิดารวมกันมากถึง 14 พระองค์


💔 ความสูญเสียที่กลายเป็นตำนาน

ในปี ค.ศ. 1631 มุมตัซ มาฮาลสิ้นพระชนม์ขณะให้กำเนิดพระธิดาองค์สุดท้าย การสูญเสียครั้งนี้ทำให้ชาห์ จาฮานโศกเศร้าจนถอนพระทัยจากการปกครอง และหันไปทุ่มเทพระทัยในการสร้างอนุสรณ์เพื่ออุทิศแด่พระมเหสีผู้เป็นรักนิรันดร์ของพระองค์


🏰 การก่อสร้างทัชมาฮาล — อนุสรณ์แห่งความรัก

ทัชมาฮาล (Taj Mahal) เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1632 ที่เมืองอัครา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ใช้เวลาก่อสร้างถึง 22 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ราวปี ค.ศ. 1653 และใช้ช่างฝีมือ ศิลปิน และแรงงานจากทั่วทั้งจักรวรรดิกว่า 20,000 คนในการสร้างงานศิลป์อันวิจิตรงดงามแห่งนี้

จุดเด่นของทัชมาฮาลอยู่ที่ โดมศูนย์กลางขนาดใหญ่ และการตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์จากเมืองมักรานา รวมทั้งการประดับตกแต่งด้วยหินมีค่าและศิลปะแกะสลักอย่างปราณีตลวดลายดอกไม้และอักษรวิจิตร ทั้งหมดแสดงออกถึงความวิจิตรบรรจงของศิลปะโมกุลและความศรัทธาในความรักนิรันดร์


🕰 ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและการล่มสลาย

แม้ชาห์ จาฮานจะสร้างความงดงามอมตะเพื่อมุมตัซ มาฮาล แต่ชีวิตช่วงบั้นปลายของพระองค์กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ ปี ค.ศ. 1657 พระองค์ประชวรหนัก และเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างพระโอรสทั้งสี่ ในที่สุด เอารังเซ็บ (Aurangzeb) พระโอรสองค์หนึ่งก็โค่นล้มพี่น้องและบิดา จับชาห์ จาฮานคุมขังไว้ที่ ป้อมอัครา (Agra Fort) ตลอดชีวิตที่เหลือ

จากห้องขังนั้น พระองค์สามารถมองเห็นทัชมาฮาลจากระเบียง และใช้เวลาทุกขณะในการรำลึกถึงมุมตัซ มาฮาลผู้เป็นที่รักจนวาระสุดท้ายของชีวิต พระองค์สวรรคตในปี ค.ศ. 1666 และถูกฝังเคียงข้างมุมตัซ มาฮาล ใต้โดมเดียวกันในทัชมาฮาล — สัญลักษณ์ของรักนิรันดร์ที่ไม่มีวันโรยรา


🎨 สถาปัตยกรรมและคุณค่าทางศิลปะของทัชมาฮาล

ทัชมาฮาล ไม่เพียงแต่เป็นอนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นสุดยอดศิลปะและวิศวกรรมสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิโมกุล และได้รับการยกย่องเป็น มรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO World Heritage) และจัดเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

ทุกมุมมองของทัชมาฮาลสะท้อนความสมบูรณ์แบบ ทั้งความสมดุลและความวิจิตรของลวดลายการตกแต่ง ผสานศิลปะจากเปอร์เซีย อิสลาม และอินเดียเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของความยิ่งใหญ่ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น



🕰 ปัจจุบันของทัชมาฮาล — อนุสรณ์รักและมรดกโลกอันล้ำค่า

ในปัจจุบัน ทัชมาฮาล ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามบนฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอัครา รัฐอุตตรประเทศของอินเดีย และได้รับการยกย่องเป็น มรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปี ค.ศ. 1983 ทั้งยังติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ในปี ค.ศ. 2007

ทุกปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาเยี่ยมชมทัชมาฮาลอย่างต่อเนื่อง — เฉลี่ยปีละกว่า 7-8 ล้านคน ซึ่งการมาเยือนนี้ไม่เพียงเพื่อสัมผัสความงามวิจิตรของหินอ่อนสีขาวและศิลปะโมกุล แต่ยังเพื่อซึมซับบรรยากาศโรแมนติกและเรื่องราวความรักนิรันดร์ของจักรพรรดิชาห์ จาฮานและมุมตัซ มาฮาลด้วย



💖 สรุปรักนิรันดร์เหนือกาลเวลา

จนถึงปัจจุบัน ทัชมาฮาลยังคงตั้งตระหง่าน สะกดสายตาผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก และทำหน้าที่บันทึกตำนานความรักอันลึกซึ้งของจักรพรรดิชาห์ จาฮานและมุมตัซ มาฮาลไว้ตราบนิรันดร์ การเดินทางมาเยือนทัชมาฮาลจึงไม่ได้หมายถึงการชมเพียงความงดงามของหินอ่อนและศิลปกรรมโบราณ แต่เป็นการเดินทางสู่ความทรงจำแห่งรักแท้ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย


YOUTUBE 

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568

GBU-57 สุดยอดระเบิดเจาะบังเกอร์ และบทบาทในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน

                 

GBU-57A/B MOP คืออะไร?

GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator (MOP) คือระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐอเมริกา พัฒนาโดย Boeing ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และเริ่มเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2011 ระเบิดนี้มีน้ำหนักถึง 13.6 ตัน และถูกออกแบบมาเพื่อเจาะคอนกรีตหนาหลายสิบเมตรก่อนระเบิดทำลายเป้าหมายภายในอย่างรุนแรง


ทำไม MOP จึงสำคัญต่อการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน?

หลายปีที่ผ่านมา โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านมักถูกซ่อนอยู่ใต้ดินลึกและเสริมความแข็งแกร่งด้วยคอนกรีตหลายชั้น ยากต่อการทำลายด้วยอาวุธปกติ แต่ GBU-57A/B MOP ถูกออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ด้วยพลังเจาะลึกและการจุดระเบิดภายในที่รุนแรง ทำให้ MOP สามารถทำลายอุโมงค์ คลังอาวุธ และศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สหรัฐฯ เท่านั้นที่ครอบครอง MOP

MOP ยังคงเป็นอาวุธล้ำค่าสำหรับสหรัฐอเมริกา และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการจัดจำหน่ายให้พันธมิตรใด แม้แต่ อิสราเอล ที่มักได้รับการสนับสนุนทางการทหารอย่างใกล้ชิดก็ไม่เคยได้รับ MOP ด้วยเหตุผลด้านเทคนิค และความต้องการใช้บนเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนอย่าง B-2 Spirit ของสหรัฐฯ เท่านั้น


ผลกระทบหาก MOP ถูกใช้จริงในการโจมตีอิหร่าน

การโจมตีเป้าหมายลึกอย่างโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านด้วย MOP จะทำให้การทำลายบังเกอร์เป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จ และอาจพลิกเกมทางการทูตและการเจรจาระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นการตอบโต้จากอิหร่าน เช่น การยิงขีปนาวุธพิสัยไกล และการขยายวงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


                                                           ที่มาภาพ cr.cna news

GBU-57A/B MOP คืออะไร และทำไมจึงเป็นอาวุธสุดพิเศษ?

GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator (MOP) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การทำลายเป้าหมายใต้ดินที่มีการป้องกันแน่นหนาเป็นพิเศษ เช่น โรงงานผลิตนิวเคลียร์ ศูนย์บัญชาการ และฐานยุทธศาสตร์สำคัญ โดยจุดเด่นของ MOP มีดังนี้:

  • น้ำหนักรวม 13.6 ตัน และความยาว 6.2 เมตร

  • ติดตั้งหัวรบเจาะคอนกรีตลึกหลายสิบเมตรก่อนระเบิด

  • พัฒนาร่วมกันโดย Boeing และ US Air Force

  • ใช้ปล่อยจาก B-2 Spirit และอาจพัฒนาเพิ่มสำหรับ B-52 และ B-21 Raider ในอนาคต


⚙️ เทคโนโลยีการทำงานของ MOP ที่เหนือชั้น

MOP ใช้ระบบนำวิถีแบบ GPS และ INS เพื่อการเล็งเป้าหมายอย่างแม่นยำ จากนั้นใช้การตกแบบอิสระและเจาะด้วยพลังงานจลน์สูง พลังระเบิดจะทำงานหลังจากเจาะทะลุคอนกรีต ทำให้สามารถทำลายห้องและโครงสร้างภายในที่ปกติการโจมตีทางอากาศทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง


🕵️‍♂️ ทำไม MOP จึงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของตะวันออกกลาง?

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความกังวลจากหลายฝ่าย รวมถึง อิสราเอล และ สหรัฐฯ ที่มองว่าหากอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลางและทั้งโลกอาจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านถูกฝังลึกใต้ดินและล้อมด้วยคอนกรีตหนา ทำให้การโจมตีด้วยขีปนาวุธธรรมดาหรือระเบิดทั่วไปไม่ได้ผล จึงเกิดความจำเป็นในการพัฒนาอาวุธเฉพาะอย่าง MOP ที่สามารถทำลายฐานปฏิบัติการลึกลงไปหลายสิบเมตร



                                      B-2 Spirit เครื่องบินล่องหนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ

ใครครอบครอง MOP และอิสราเอลสามารถใช้ได้หรือไม่?

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา เพียงผู้เดียวครอบครอง MOP และไม่มีการส่งมอบให้พันธมิตรใด ทั้งอิสราเอล อังกฤษ และชาติพันธมิตรอื่น ๆ แม้จะมีความสัมพันธ์ทางการทหารแน่นแฟ้นก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจาก:

  • MOP ต้องใช้การบินของ B-2 Spirit เครื่องบินล่องหนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ไม่เคยขายหรือให้เช่ายืมกับชาติอื่น

  • ความลับของเทคโนโลยีการเจาะ และความแม่นยำในการทิ้งระเบิด

  • ข้อจำกัดทางการเมืองและการรักษาสมดุลของอำนาจในตะวันออกกลาง


⚠️ ผลกระทบจากการใช้ MOP ในสถานการณ์จริง

การปล่อย MOP ใส่เป้าหมายของอิหร่านย่อมเกิดผลกระทบใหญ่หลวง ทั้งการเมืองระหว่างประเทศและการตอบโต้ทางการทหาร อิหร่านอาจยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าใส่อิสราเอลหรือกองกำลังอเมริกัน และอาจกระตุ้นให้มหาอำนาจอื่น ๆ เช่น รัสเซียและจีน เข้ามามีบทบาทในการคานอำนาจ สุดท้ายอาจทำให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งไปสู่การสู้รบเต็มรูปแบบ

GBU-57A/B MOP ยังคงเป็นอาวุธล้ำค่าสำหรับการทำลายบังเกอร์ที่มั่นคง และเป็น “ไพ่ตาย” ของสหรัฐฯ ในกรณีที่ต้องจัดการเป้าหมายใต้ดินที่ไม่สามารถเจาะทะลุด้วยวิธีอื่น ทั้งนี้ สถานการณ์ของอิหร่านและตะวันออกกลางจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าชาติใดสามารถพัฒนากลยุทธ์หรือเจรจาลดความตึงเครียดก่อนที่อาวุธพิเศษอย่าง MOP จะถูกใช้งานจริง

YOUTUBE

FACEBOOK


วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568

สงครามอิสราเอล - อิหร่าน วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์โลกล่าสุด


 เมื่อกล่าวถึงความขัดแย้งระดับโลกในปี 2025 ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ร้อนแรงและส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกได้เท่ากับ “สงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน” อีกแล้ว แม้โลกจะเคยผ่านสงครามมากมาย แต่การปะทะกันระหว่างสองขั้วอำนาจในตะวันออกกลางครั้งนี้ กลับมีความหมายและความเสี่ยงที่มากกว่าการยิงจรวดหรือการโจมตีด้วยโดรน มันคือการเผชิญหน้าระหว่างรัฐที่มีเทคโนโลยีทางทหารสูงที่สุดในภูมิภาค กับรัฐที่มีความทะเยอทะยานจะครอบครองนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย และผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ อาจจะกำหนดทิศทางความมั่นคงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้เลยทีเดียว

ต้นเดือนมิถุนายน 2025 อิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน โดยเฉพาะบริเวณที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ทดสอบระบบป้องกันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเจตจำนงชัดเจนของรัฐบาลเนทันยาฮู ที่ต้องการหยุดยั้งอิหร่านไม่ให้เข้าใกล้การเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยเด็ดขาด

ในทางกลับกัน อิหร่านก็ไม่ได้เงียบงัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่เมืองเป้าหมายในอิสราเอล พร้อมประกาศจะยกระดับการโจมตีหากการรุกรานยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกันนั้นก็ยังมีรายงานว่าเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่าน เช่น กลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮูตีในเยเมน ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวทางทหารเช่นกัน

สื่อทั่วโลกต่างจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามนิวเคลียร์” ครั้งแรกของโลกยุคใหม่ เสียงเตือนจากวอชิงตัน บรัสเซลส์ ไปจนถึงปักกิ่งและมอสโก ดังก้องว่า หากอิหร่านหรืออิสราเอลเลือกใช้ “ยุทธศาสตร์นอกขอบเขต” เช่น อาวุธชีวภาพ หรืออุปกรณ์กระจายสารกัมมันตรังสี โลกอาจก้าวเข้าสู่ความไม่แน่นอนอย่างที่สุด

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีทางทหาร หรืออาวุธนิวเคลียร์ หากเป็น “การประลองเจตจำนง” ระหว่างสองประเทศ ที่ต่างเชื่อมั่นว่าตนเองอยู่ฝั่งที่ถูกต้อง และไม่มีใครยอมถอยให้ใคร การที่สงครามจะจบลงอย่างสันติ จึงดูจะเลือนลางในขณะนี้

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบทความนี้จึงต้องมีอยู่ เราจะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังสงคราม วิเคราะห์โครงสร้างกองทัพ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบระดับโลก และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นต่อไป ตลอดบทความนี้ คุณจะได้เข้าใจว่า “สงครามอิสราเอล–อิหร่าน” ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ข่าวธรรมดา แต่มันคือบททดสอบสำคัญของมนุษยชาติในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างการทูตกับการทำลายล้างบางลงทุกที


ประวัติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–อิหร่าน: จากพันธมิตรสู่ศัตรู

ก่อนที่จะกลายเป็นศัตรูทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตะวันออกกลาง อิหร่านและอิสราเอลเคยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอย่างน่าประหลาดใจ ในช่วงก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 อิหร่านภายใต้ระบอบกษัตริย์ของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอิสราเอล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการข่าวกรอง

จากมิตรสู่ศัตรู: จุดเปลี่ยนปี 1979

ปี 1979 คือจุดเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติอย่างสิ้นเชิง เมื่ออิหร่านเกิดการปฏิวัติอิสลาม นำโดยอยาตอลเลาะห์ โคไมนี รัฐอิสลามแห่งใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นมานั้นมีแนวคิดต่อต้านชาติตะวันตกและต่อต้านไซออนิสต์อย่างรุนแรง อิสราเอลถูกระบุว่าเป็น "ศัตรูของอิสลาม" และถูกเรียกว่า "ปีศาจน้อย" ควบคู่ไปกับสหรัฐอเมริกาที่เป็น "ปีศาจใหญ่"

หลังจากนั้น ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศยกระดับจากสงครามวาทกรรม ไปสู่การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอย่างเฮซบุลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน และฮามาส (Hamas) ในปาเลสไตน์ ซึ่งอิหร่านให้การสนับสนุนอย่างลับและเปิดเผยมาโดยตลอด ขณะที่อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยการทำสงครามลับ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน การโจมตีทางไซเบอร์ เช่น "Stuxnet" และการโจมตีทางอากาศในซีเรียต่อกองกำลังที่อิหร่านหนุนหลัง

จุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจละสายตา

อิสราเอลมองว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงระยะยาวที่อันตรายที่สุด เพราะมีความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ การขยายอิทธิพลผ่านกองกำลังทหารพร็อกซี และอุดมการณ์ที่ไม่สามารถต่อรองได้ ส่วนอิหร่านเองก็ถือว่า อิสราเอลเป็นเครื่องมือของตะวันตกที่เข้ามาควบคุมภูมิภาค และยังคงยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังแย่งชิงอิทธิพลในกลุ่มประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งต่างมีบทบาทต่อความมั่นคงของตะวันออกกลางโดยรวม อิสราเอลมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและการทหาร ขณะที่อิหร่านใช้กลยุทธ์แทรกซึมผ่านองค์กรติดอาวุธและอุดมการณ์ศาสนาแบบชีอะห์ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางสุหนี่ของประเทศอาหรับส่วนใหญ่

โครงการนิวเคลียร์: ชนวนใหญ่ที่นำไปสู่ความตึงเครียด

หนึ่งในชนวนหลักที่ผลักดันให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่ระดับวิกฤตคือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้เตหะรานจะยืนยันว่าโครงการของตนมีเป้าหมายเพื่อสันติ แต่หลายประเทศ รวมถึงอิสราเอล มองว่าความพยายามในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการวิจัยอาวุธเป็นหลักฐานของเจตนาที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ในปี 2015 ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ได้ลงนามโดยกลุ่ม P5+1 และอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลคัดค้านอย่างรุนแรง นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะไม่สามารถหยุดยั้งอิหร่านได้ แต่เพียงแค่ซื้อเวลาให้เท่านั้น และเมื่อสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจาก JCPOA ในปี 2018 ความหวังในการควบคุมอิหร่านก็ยิ่งเลือนลางลง

ลอบสังหารและการโจมตีในเงามืด

ในช่วงปี 2020–2022 มีเหตุการณ์ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายราย ซึ่งรัฐบาลเตหะรานระบุว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล หนึ่งในนั้นคือ โมห์เซน ฟาคริซาเดห์ (Mohsen Fakhrizadeh) ซึ่งถูกสังหารในปี 2020 การลอบสังหารนี้ไม่เพียงเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า อิสราเอลพร้อมใช้ทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน อิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายของอิหร่านในซีเรียและเลบานอนอย่างต่อเนื่อง เช่น คลังอาวุธและฐานปฏิบัติการของ IRGC และ Hezbollah ซึ่งเป็นการทำสงครามตัวแทนที่ดำเนินมานานหลายปี

สู่จุดแตกหัก: ปี 2025 และการเปิดหน้าชน

หลังจากปี 2022–2024 ความตึงเครียดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความขัดแย้งจาก "สงครามลับ" สู่ "สงครามเปิดเผย" ด้วยการโจมตีทางอากาศและการตอบโต้ที่ชัดเจน

คำถามคือ การย้อนรอยความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ จะช่วยให้โลกมีหนทางออกจากความขัดแย้งหรือไม่ หรือมันเป็นเพียงบทนำของสงครามที่ไม่มีทางถอย?


YOUTUBE

FACEBOOK 

 

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ศึกอาลาโม (Battle of the Alamo): การสู้ตายเพื่ออิสรภาพของเท็กซัส

 


🏰 ศึกอาลาโม่: เมื่อกำแพงหินกลายเป็นสุสานของอิสรภาพ

กลางศตวรรษที่ 19 บนแผ่นดินอันร้อนระอุของเท็กซัส จุดหนึ่งของโลกที่ในเวลานั้นถูกคาบเกี่ยวโดยทั้งความฝันของอิสรภาพ และความบ้าคลั่งของจักรวรรดิ ศึกอาลาโม่ (The Battle of the Alamo) กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทั้งโหดร้าย โศกเศร้า และกลายเป็นตำนานที่โลกไม่เคยลืม


🔥 จุดเริ่มต้นของเปลวไฟ

ก่อนจะเกิดสงคราม...เท็กซัสเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของ เม็กซิโก แต่เต็มไปด้วยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอเมริกันที่ย้ายเข้ามาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และการเมือง ทำให้ความขัดแย้งสั่งสมขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อปี 1835 ความตึงเครียดระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานในเท็กซัสกับรัฐบาลเม็กซิโกภายใต้การนำของ นายพลอันโตนิโอ โลเปซ เดอ ซานตา แอนนา ระเบิดออกเป็นสงครามอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การเรียกร้องอิสรภาพของเท็กซัส


🏰 ป้อมอาลาโม่: มากกว่าหินและปูน

ป้อมอาลาโม่ (The Alamo Mission) เดิมเป็นภารกิจทางศาสนาของสเปนที่เปลี่ยนสภาพเป็นป้อมปราการทหาร ตั้งอยู่ที่เมือง ซานอันโตนิโอ เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ป้อมนี้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะมันเป็นทั้งที่มั่น และสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจจากเม็กซิโก

ในต้นปี 1836 ทหารเท็กซัสจำนวนเพียงประมาณ 180–200 นาย เข้ายึดครองป้อมนี้ เพื่อหยุดยั้งการรุกของกองทัพเม็กซิโก ซึ่งกำลังเคลื่อนพลเข้ามาด้วยจำนวนกว่า 6,000 คน


👨‍✈️ ผู้นำทั้งสาม: ตำนานที่ตายอยู่ในกำแพง

แม้จะมีกำลังพลน้อยกว่ามาก ผู้นำทั้งสามของฝ่ายเท็กซัสต่างก็เป็นบุคคลที่ภายหลังกลายเป็น “ตำนาน”

  • พันโทวิลเลียม บี. เทรวิส (William B. Travis) – ผู้บัญชาการป้อม มีอายุเพียง 26 ปี แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

  • เดวี่ คร็อกเกต (Davy Crockett) – วีรบุรุษจากรัฐเทนเนสซี นักล่าหมีชื่อดัง ผู้กลายมาเป็นนักรบ

  • เจมส์ โบวี่ (James Bowie) – นายทหารผู้ป่วยหนักแต่ยังยืนหยัดเป็นผู้นำด้านยุทธศาสตร์


🕯️ 13 วันแห่งความกล้าหาญ

ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 1836 กองทัพเม็กซิโกล้อมป้อมอาลาโม่ไว้โดยรอบ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง อาหารและกระสุนเริ่มขาดแคลน

เทรวิสส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังทุกหนแห่ง โดยมีวลีที่เป็นตำนานว่า:

"I shall never surrender or retreat... Victory or Death!"
("ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้หรือถอยหลัง... มีเพียงชัยชนะหรือความตายเท่านั้น")

วันที่ 6 มีนาคม ซานตา แอนนาเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบ ป้อมถูกบุกทะลวงโดยทหารหลายพันคน การสู้รบสิ้นสุดภายในไม่กี่ชั่วโมง และทุกคนที่อยู่ภายในป้อมเสียชีวิตเกือบทั้งหมด


🩸 ความสูญเสียและตำนาน

ทหารเท็กซัสทั้งหมดกว่า 180 ชีวิต เสียชีวิตภายในวันเดียว บางคนต่อสู้จนกระสุนหมดแล้วใช้ปืนเป็นไม้พลอง ตีศัตรูด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เด็ก ผู้หญิง และทารกบางคนรอดชีวิตจากคำสั่งของซานตา แอนนาให้นำตัวกลับไปเป็นพยาน

หนึ่งในนั้นคือ ซูซานน่า ดิกคินสัน (Susanna Dickinson) ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำข่าวการล่มสลายของอาลาโม่ไปบอกคนทั้งรัฐ


⚔️ Remember the Alamo!

แม้ศึกอาลาโม่จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้...แต่มันกลายเป็นประกายแห่งการลุกฮือ

เพียงเดือนเดียวต่อมา ในวันที่ 21 เมษายน 1836 กองทัพเท็กซัสที่นำโดย แซม ฮิวสตัน (Sam Houston) ตอบโต้กลับด้วยชัยชนะเด็ดขาดใน ยุทธการซานฮาซินโต (Battle of San Jacinto) ใช้เวลาเพียง 18 นาทีในการสังหารและจับกุมกองทัพเม็กซิโก โดยสามารถจับตัว ซานตา แอนนา ได้อย่างอัปยศ

เท็กซัสได้รับเอกราช และอาลาโม่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเพื่ออิสรภาพ วลี “Remember the Alamo!” จึงกลายเป็นคำขวัญที่ก้องกังวานในหัวใจคนอเมริกันตลอดมา


👻 ตำนานยังไม่จางหาย

แม้เวลาผ่านมาเกือบ 200 ปี ป้อมอาลาโม่ในปัจจุบันยังคงอยู่ที่เดิม แต่มีเรื่องเล่าหลายสิบเรื่องจากนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ว่า... เสียงปืนยังคงดังในยามค่ำคืน และเงาไร้ร่างเดินผ่านประตูหินเก่าในความมืด

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ หรือสิ่งลี้ลับ ศึกอาลาโม่ไม่เคย “จบ” สำหรับผู้คน


✍️ บทส่งท้าย

ศึกอาลาโม่” ไม่ใช่แค่การสู้รบที่พ่ายแพ้...แต่มันคือพลังศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดในอุดมการณ์ แม้จะรู้ดีว่าไม่มีโอกาสรอด

และนั่นแหละ...คือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ กลายเป็นตำนาน

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568

พระยาละแวก เขมรชั่วผู้หักหลังอโยธยา

 


“พระยาละแวก” เป็นคำที่พงศาวดารไทยเรียกกษัตริย์เขมรที่ครองราชย์เมืองละแวก ส่วนใหญ่แล้วเขมรจะตั้งเมืองหลวงอยู่ที่พนมเปญและอุดงมีชัย ในปี ๒๐๔๖ สมเด็จพระศรีสุคนธบท ครองราชย์อยู่เมืองพนมเปญ ถูกกบฏปลงพระชนม์ แต่ นักองค์จัน ผู้เป็นอนุชา หนีมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาและได้กองทัพไทยไปช่วยปราบปรามจนได้ราชสมบัติคืนใน พ.ศ.๒๐๕๙ สถาปนานักองค์จันขึ้นครองราชย์ เป็น พระบรมราชาที่ ๓ และได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่เมืองละแวก เหนือกรุงพนมเปญขึ้นไป


ใน พ.ศ.๒๑๐๙ นักพระสัตถา พระราชโอรส ขึ้นครองราชย์ต่อ เป็น พระบรมราชา ที่ ๔ ใน พ.ศ.๒๑๑๙ ทรงสถาปนา พระราชโองการ พระราชโอรสขึ้นเป็นพระบรมราชาที่ ๕
 
จนถึง พ.ศ.๒๑๓๖ หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงจัดการกับพม่าเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาชำระแค้นกับพระยาละแวกที่แอบเข้ามาตีท้ายครัวมาตลอด เผาเมืองละแวกจนย่อยยับ กลายเป็นแค่อำเภอหนึ่งในจังหวัดกำปงชนังของกัมพูชาขณะนี้

แม้ไทยจะช่วยกษัตริย์เขมรมาตลอด แต่ความไม่ไว้วางใจและความแค้นฝังใจที่ขอมเคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในย่านนี้มาก่อน แต่ถูกกรุงศรีอยุธยาทำลายจนย่อยยับมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าสามพระยา ซึ่งเขมรก็ไม่อาจแก้แค้นได้เพราะความเข้มแข็งต่างกันมาก จนเมื่อใดที่ไทยอ่อนแอลง เขมรจึงถือเป็นโอกาส อย่างสมัยที่เสียกรุงครั้งที่ ๑ ถูกพม่ายึดอาวุธไปหมด ผู้คนส่วนใหญ่หนีไปหลบซ่อนอยู่ในป่า ยังไม่ทันกลับเข้าเมือง จึงเป็นโอกาสดีของเขมร ในปี ๒๑๑๓ พระบรมราชาที่ ๔ ได้นำกำลัง ๓๐,๐๐๐ คนมุ่งมาตีกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายไทยเห็นว่าไม่มีกำลังจะสู้เขมรได้ คิดจะถอยขึ้นไปเมืองพิษณุโลก แต่มาทราบว่าเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนเก่าตั้งกองโจรดักปล้นอยู่กลางทาง จึงต้องตัดสินใจปักหลักสู้พระยาละแวกที่กรุงศรีอยุธยา แต่พอสู้กันจริงๆ กองทัพพระยาละแวกก็แหยงฝีมือไทย ถอยกลับไปโดยกวาดต้อนผู้คนรายทางกลับไปมาก

ต่อมาอีก ๕ ปี พระบรมราชที่ ๔ เจ้าเก่า ได้ข่าวว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชายกกองทัพไปช่วยพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงวัดพนัญเชิง แต่เผอิญสมเด็จพระนเรศวรซึ่งติดตามพระราชบิดาไปทัพด้วย เกิดเป็นไข้ทรพิษกลางทาง พระเจ้าบุเรงนองเลยให้กองทัพไทยกลับมาก่อน มาเจอเอากองทัพของพระยาละแวกแอบเข้ามาตีท้ายครัวเข้าพอดี เลยตีเสียกระเจิง แต่ตอนถอยออกไปพระยาละแวกก็ถือโอกาสขนเอาเทวรูปสัมฤทธิ์ ๒ องค์ที่เมืองพระประแดงและกวาดต้อนราษฎรไทยตามหัวเมืองชายทะเลกลับไปอีก

                                        พระยาละแวกขณะโดนคุมตัวไปตัดสินประหารชีวิต



รุ่งขึ้นอีกปี ใน พ.ศ.๒๑๑๔ พระบรมราชาธิราชที่ ๕ ขึ้นครองราชย์เมืองละแวก ได้ยกกองทัพเรือมีกำลังถึง ๗๐,๐๐๐ คนข้ามทะเลมาตีเมืองเพชรบุรี ล้อมถึง ๓ วันก็ไม่สามารถเข้าเมืองได้ เสียทหารไปเป็นจำนวนมาก พระยาละแวกต้องถอยไปตั้งหลักใหม่ และตัดสินใจเข้าตีอีกครั้ง หากไม่สำเร็จก็จะกลับ แต่การตั้งรับศึกครั้งใหม่แม่ทัพไทยเกิดแตกคอกัน ต่างคนต่างตั้งรับด้านของตัวไม่ยอมประสานกัน พระยาละแวกเลยเข้าเมืองได้ ๓ แม่ทัพไทยที่แตกคอกันเองตายในที่รบ พระยาละแวกกวาดต้อนผู้คนไปอีกมาก

ต่อมาอีก ๒ ปี เขมรก็เอาอีก เพราะช่วงนั้นไทยยังไม่พ้นความอ่อนแอ พระยาละแวกก็ส่งกองทัพม้าทัพช้าง ๕,๐๐๐ คนมาลาดตระเวนด้านตะวันออกของไทย สมเด็จพระนเรศวรทราบข่าวขณะประทับอยู่เมืองพิษณุโลก รับสั่งให้กองทัพเมืองชัยบุรีและเมืองถมอรัตน์ (เพชรบูรณ์) ป้องกันด้านในด่านไว้ ส่วนพระองค์นำทหาร ๓,๐๐๐ คนเข้าขับไล่กองทัพพระยาละแวกจนถอยกลับไป
หลังการประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรทรงปรับปรุงกองทัพไทยให้เข้มแข็ง เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงกรีฑาทัพมาปราบ ก็ต้องแตกพ่ายไป ในปี พ.ศ.๒๑๒๘ พระบรมราชาที่ ๕ ที่แอบเข้ามาตีท้ายครัวเป็นประจำ กลัวว่าจะถูกคิดบัญชีแค้น จึงแต่งราชทูตและถือศุภอักษรเข้ามาขอเป็นไมตรี สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับพม่า หากสงบศึกกับเขมรได้ ก็ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง จึงทรงรับเป็นไมตรี

เมื่อไทยเกิดศึกกับกรุงหงสาวดีครั้งที่ ๒ พระบรมราชาที่ ๕ ได้ส่งพระศรีสุพรรณมาธิราช พระอนุชา คุมกำลังเข้ามาช่วย แต่พระศรีสุพรรณมาธิราชกลับแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง ตอนพระนเรศวรทรงเรือพระที่นั่งกลับมาจากชนะศึกที่เชียงใหม่ ขณะที่ผ่านกองเรือเขมร พระศรีสุพรรณฯก็นั่งอยู่ในเรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมแสดงความเคารพ ทำให้พระองค์ดำทรงพิโรธ รับสั่งให้ตัดศีรษะเชลยศึกที่จับมาไปเสียบไว้ที่กราบเรือพระศรีสุพรรณฯ

ในปี พ.ศ.๒๑๓๐ ขณะพระเจ้ากรุงหงสาวดีส่งกำลังมาล้อมกรุงศรีอยุธยาอีก พระบรมราชาที่ ๕ ซึ่งเคยส่งกำลังมาช่วย ได้ส่งฟ้าทะละหะนำกำลังเข้ามาตีเมืองปราจีน สมเด็จพระนเรศวรทรงส่งพระยาศรีไสยณรงค์กับพระยาสีหราชเดโชชัยยกกองทัพไปป้องกัน พอถึงเมืองนครนายกก็ปะทะกับกองทัพเขมร จึงเข้าตีจนแตกพ่าย และตามตีจนพ้นเขตแดนไทย



เมื่อสมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์แล้ว ศึกทางพม่าว่างเว้น ทรงเห็นว่าจะต้องกำราบเขมรที่คอยตีท้ายครัวให้เข็ดหลาบเสียที ทรงร่วมกับสมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพไป ให้พระราชมนูเป็นกองทัพหน้า พระยาละแวกยกมาสกัดที่เมืองโพธิสัตว์และพระตะบอง พระราชมนูถลำเข้าไปไม่รู้ตัว เลยถูกตีถอยมาถึงทัพหลวง สมเด็จพระนเรศวรทรงพิโรธจะให้ประหารชีวิตแม่ทัพเสีย แต่สมเด็จพระเอกาทศรถทูลขอชีวิตให้โอกาสแก้ตัว พระราชมนูจึงกลับไปตีเมืองโพธิสัตว์และพระตะบองได้ กองทัพหลวงเข้าล้อมเมืองละแวก แต่ก็ขาดเสบียงอาหาร จึงต้องยกกลับ

ในปี พ.ศ.๒๑๓๖ สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกองทัพไปตีเมืองละแวกเป็นครั้งที่ ๒ จับพระยาละแวกได้ แล้วทำพิธีกรรมให้ประหารชีวิตเอาโลหิตล้างพระบาท

แต่มีบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวว่า พระบรมราชาที่ ๕ ไม่ได้ถูกสมเด็จพระนเรศวรประหาร แต่ได้หนีข้ามแดนไปอยู่ที่เมืองเชียงแตงในลาวพร้อมกับพระราชบุตร ๒ องค์ กองทัพไทยได้เผาเมืองละแวกวอดและกวาดต้อนผู้คนมา ต่อมาพระบรมราชาที่ ๕ พร้อมพระราชบุตรทั้ง ๒ ได้สิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงแตง

การทำพิธีกรรมเอาโลหิตล้างพระบาท จึงอาจคลาดเคลื่อนมาจากพิธีกรรมอย่างอื่นก็เป็นได้ หรือเป็นรสชาติของประวัติศาสตร์ตามเจตนาของคนบันทึก

มี่มา mgronline

YOUTUBE

วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568

3 ทฤษฎีฟิสิกส์ที่ไอน์สไตน์อาจคิดผิด แต่ก่อประโยชน์มหาศาลในภายหลัง

 



อัจฉริยะก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง เพราะแม้แต่อัจฉริยะทางฟิสิกส์อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็สามารถคิดผิดและทำบางสิ่งพลาดพลั้งไปได้เป็นครั้งคราวเช่นกัน

แม้ไอน์สไตน์จะเป็นบิดาแห่งทฤษฎีสัมพัทธภาพ ผู้ให้คำอธิบายอย่างลึกซึ้งน่าอัศจรรย์ ต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติในจักรวาลที่ซับซ้อนเข้าใจยาก อย่างเช่นความโน้มถ่วงและแสง แต่ก็มีหลายครั้งที่เขาเกิดความลังเลสงสัยในแนวคิดทฤษฎีของตนเอง จนนำไปสู่การคาดการณ์ผิดพลาดหรือการแสดงความเห็นที่ไม่ถูกต้องออกมา ทว่า "ความผิดพลาดของอัจฉริยะ" เหล่านี้ กลับช่วยปูทางสู่การพัฒนาที่ก่อประโยชน์มหาศาลต่อวงการวิทยาศาสตร์ในภายหลัง

เหตุพลาดพลั้งครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์

ในตอนที่ไอน์สไตน์ยังคงอยู่ระหว่างการคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general relativity) ผลคำนวณของเขาบ่งชี้ว่าความโน้มถ่วง (gravity) จะทำให้เอกภพหดตัวเล็กลงหรือไม่ก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น อันเป็นแนวคิดที่สวนทางกับความเชื่อว่าเอกภพเป็นสิ่งเสถียรไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยอมรับกันทั่วไปในยุคนั้น

ในบทความวิชาการว่าด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 1917 ไอน์สไตน์จึงตัดสินใจเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า "ค่าคงที่ทางจักรวาลวิทยา" (cosmological constant) ลงไปในสมการของเขาด้วย เพื่อให้ค่าคงที่นี้มาแทนแรงที่คอยต้านทานอิทธิพลของความโน้มถ่วง ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์ของสมการยืนยันความถูกต้องของแนวคิดดั้งเดิมที่เชื่อว่า เอกภพหยุดนิ่งอยู่ในสภาพเดิมเสมอมา

ทว่าในช่วงราวหนึ่งทศวรรษหลังจากนั้น นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ว่า เอกภพไม่ได้เสถียรหรือหยุดนิ่งอย่างที่คิด แต่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การค้นพบครั้งนี้ถึงกับทำให้จอร์จ กามอฟ (George Gamow) นักฟิสิกส์อัจฉริยะชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย เขียนลงในหนังสือ My World Line: An Informal Autobiography ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของเขาว่า "การกำหนดให้มีค่าคงที่ทางจักรวาลวิทยา คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์"

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวได้พลิกผันไปอีกครั้ง หลังการค้นพบของทีมนักดาราศาสตร์จากสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ได้เผยว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่ง (accelerating expansion) การขยายตัวอย่างรวดเร็วในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า มีแรงลึกลับบางอย่างคอยผลักดันความเคลื่อนไหวดังกล่าวอยู่เบื้องหลัง โดยพวกเขาเรียกชื่อมันว่า "พลังงานมืด" (dark energy)

นักฟิสิกส์บางกลุ่มเชื่อว่า ค่าคงที่ทางจักรวาลวิทยาในสมการของไอน์สไตน์ก็คือพลังงานมืดนั่นเอง เพราะดูเหมือนว่ามันคือสิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต้านทานความโน้มถ่วง และสามารถขับเคลื่อนให้เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่งได้ ซึ่งหากในอนาคตมีการพิสูจน์ยืนยันว่าแนวคิดนี้ถูกต้องเป็นจริง ทฤษฎีจักรวาลวิทยาของไอน์สไตน์ก็จะไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาดเลย

ล่าสุดในปี 2025 ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ผู้ใช้อุปกรณ์วิเคราะห์สเปกตรัมของพลังงานมืด (DESI) รายงานว่าพลังงานมืดอาจมีค่าเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เป็นค่าคงที่ตายตัวของจักรวาลอย่างที่ไอน์สไตน์ได้เคยคาดการณ์เอาไว้ ดังนั้นไอน์สไตน์จะคิดถูกหรือคิดผิดในเรื่องนี้ จึงยังคงจะต้องรอดูกันต่อไป

เลนส์ความโน้มถ่วง "เรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ" ในสายตาของไอน์สไตน์

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้ทำนายว่า สนามความโน้มถ่วงของวัตถุที่มีมวลมหาศาล อย่างเช่นดาวฤกษ์ขนาดยักษ์หรือดาราจักร สามารถจะทำให้ลำแสงเกิดการเลี้ยวเบนโค้งงอ จนขยายภาพจากแหล่งกำเนิดแสงที่ห่างไกลออกไปด้านหลังวัตถุมวลมหาศาลนั้น ให้ใหญ่โตและชัดเจนขึ้นได้เหมือนกับใช้แว่นขยาย ซึ่งปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์นี้เรียกว่า "เลนส์ความโน้มถ่วง" (gravitational lensing)

อย่างไรก็ตาม เจ้าของความคิดอย่างไอน์สไตน์กลับมองว่า ภาพจากห้วงอวกาศลึกที่เลนส์ความโน้มถ่วงจะทำให้ปรากฏขึ้นนั้น คงจะมีขนาดเล็กมากจนมนุษย์ไม่อาจสังเกตเห็นได้ ในตอนแรกเขาจึงไม่คิดจะเขียนรายงาน หรือตีพิมพ์บทความวิชาการว่าด้วยเลนส์ความโน้มถ่วงเลย จนกระทั่งอาร์ดับเบิลยู แมนดุล (RW Mandl) วิศวกรชาวอเมริกันเชื้อสายเช็ก ได้โน้มน้าวใจให้ไอน์สไตน์ยอมตีพิมพ์บทความดังกล่าวได้สำเร็จ

ในจดหมายที่ไอน์สไตน์เขียนถึงบรรณาธิการวารสาร Science ซึ่งได้ลงบทความเรื่องเลนส์ความโน้มถ่วงของเขาในปี 1936 นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้นี้บอกว่า "ผมยังอยากจะขอแสดงความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้ความร่วมมือกับการตีพิมพ์บทความสั้น ๆ ที่คุณแมนดุลพยายามรีดเค้นออกมาจากตัวผม มันแทบจะไม่มีคุณค่าหรือความสำคัญอะไรเลย แต่มันทำให้ชายผู้น่าสงสารคนนั้นมีความสุข"

แม้ไอน์สไตน์จะเห็นว่าเลนส์ความโน้มถ่วงนั้นเป็นเรื่องหยุมหยิมที่นักฟิสิกส์มองข้ามไปได้ แต่ในเวลากว่าครึ่งศตวรรษต่อมา วงการดาราศาสตร์ต้องตกตะลึงกับภาพห้วงอวกาศลึกและกาแล็กซีโบราณที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ บันทึกไว้ด้วยเทคนิคการใช้กระจุกดาราจักรที่อยู่ใกล้โลกเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง เพื่อช่วยขยายภาพกาแล็กซีอันไกลโพ้นซึ่งมีอายุเก่าแก่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์กำเนิดจักรวาล ให้เราสามารถมองเห็นได้

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล จับภาพกาแล็กซีรูปเกือกม้าสีฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไปมากได้ โดยใช้กาแล็กซีเรืองแสงสีแดง (LRG) แห่งหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า มาเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง

"พระเจ้าไม่เล่นทอยลูกเต๋า" จริงหรือ ?

ผลการคำนวณของไอน์สไตน์ที่มีการเผยแพร่ในบทความปี 1905 ของเขา ระบุว่าแสงนั้นเป็นทั้งคลื่นและอนุภาคในเวลาเดียวกัน แนวคิดนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของวิชาฟิสิกส์สาขาใหม่ ซึ่งก็คือกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ในเวลาต่อมา โดยเป็นศาสตร์ที่สำรวจความพิลึกพิสดารของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม ซึ่งมีพฤติกรรมแปลกประหลาดไม่สมเหตุสมผลตามตรรกะที่ใช้กันทั่วไป

ตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดทางกลศาสตร์ควอนตัม ได้แก่การมองว่าวัตถุควอนตัมนั้นดำรงอยู่ในสถานะ "ซูเปอร์โพซิชัน" (superposition) หรือดำรงอยู่ในหลายสถานะพร้อมกัน ไปจนกว่าจะถูกตรวจวัดหรือถูกสังเกตการณ์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว วัตถุควอนตัมจึงจะเข้าครอบครองสถานะใดสถานะหนึ่ง ทำให้เราสามารถกำหนดค่าทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนของวัตถุควอนตัมนั้นได้ในที่สุด

แนวคิดเรื่องซูเปอร์โพซิชันถูกหยิบยกมาอธิบายโดยแอร์วิน ชโรดิงเงอร์ (Erwin Schrödinger) นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย โดยเขาเปรียบเทียบให้เห็นถึงสถานการณ์ความย้อนแย้งของแมวที่อยู่ในกล่องปิดสนิท ซึ่งในเชิงควอนตัมแล้วถือได้ว่า แมวในกล่องตัวนั้นมีสถานะทั้งเป็นและตายในเวลาเดียวกัน จนกว่าผู้สังเกตการณ์จะได้เปิดกล่องออกดู

เมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อน ไอน์สไตน์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแนวคิดเรื่องความไม่แน่นอนนี้ เขาเขียนจดหมายถึงแมกซ์ บอร์น นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายเยอรมันว่า "พระเจ้าไม่เล่นทอยลูกเต๋า"

ต่อมาในปี 1935 ไอน์สไตน์ได้เขียนบทความวิชาการร่วมกับบอริส โปโดลสกี และเนธาน โรเซน โดยระบุว่าวัตถุควอนตัมในสถานะซูเปอร์โพซิชัน สามารถจะถูกกำหนดค่าที่แน่นอนได้โดยไม่ต้องผ่านการสังเกตการณ์เสียก่อน

ในกรณีที่วัตถุควอนตัมสองชิ้นถูกทำให้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง แล้วแยกให้ทั้งคู่ห่างออกจากกันด้วยระยะทางที่ไกลมาก หากมีผู้เข้าสังเกตการณ์วัตถุชิ้นแรกจนเกิดการกำหนดค่าหรือสถานะของมันขึ้นแล้ว วัตถุชิ้นที่สองซึ่งอยู่ห่างออกไปและยังไม่ถูกสังเกตการณ์ จะเกิดการกำหนดค่าหรือการเข้าครอบครองสถานะตามกัน โดยมีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกับวัตถุชิ้นแรกโดยอัตโนมัติในพริบตา

แม้การทดลองเชิงทฤษฎีของไอน์สไตน์และคณะ จะมีวัตถุประสงค์เพื่อโต้แย้งแนวคิดซูเปอร์โพซิชันของกลศาสตร์ควอนตัม แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันกลับปูทางไปสู่การพัฒนาหนึ่งในแนวคิดหลักอันโด่งดังของสาขาวิชานี้ ซึ่งก็คือ "ความพัวพันเชิงควอนตัม" (quantum entanglement) ในอีกหลายสิบปีต่อมา

อันที่จริงแล้ว ไอน์สไตน์อาจไม่ได้คิดผิดในเรื่องของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่บริบททางสังคมและข้อจำกัดเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาการในสมัยก่อน ทำให้เขามองว่าแนวคิดบางอย่างนั้นผิดพลาดหรือไม่สลักสำคัญ แม้แนวคิดนั้นจะเป็นผลผลิตจากมันสมองอัจฉริยะของเขาเองก็ตาม

ที่มาบทความ บีบีซีไทย / เอลเลน ซาง

ติดตามสาระดีๆได้ที่ YOUTUBE

ไอน์สไตน์,ทฤษฎีฟิสิกส์,ความรู้วิทยาศาสตร์,เรื่องลึกลับทางวิทยาศาสตร์,ควอนตัม



วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568

สโตนเฮนจ์: ไขปริศนาสิ่งมหัศจรรย์พันปี ใครสร้าง เพื่ออะไร และความลับที่ซ่อนอยู่!

 

🔹 จุดเริ่มต้นของความลึกลับ

สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นในยุคหินใหม่ (Neolithic Age) ราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุคสำริด จุดเด่นของมันคือ “ก้อนหินขนาดมหึมา” หลายสิบก้อนที่ตั้งเรียงกันเป็นวงกลม ด้วยการวางตำแหน่งที่แม่นยำราวกับใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งที่ในยุคนั้นมนุษย์ยังไม่มีล้อหรือเครื่องจักร!

🔹 ใครกันแน่ที่สร้าง?

นักโบราณคดีเสนอหลากทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สร้าง:

  • ชนเผ่าโบราณในอังกฤษ?

  • นักบวชดรูอิด (Druids)?

  • หรือแม้แต่มนุษย์ต่างดาว?

ทฤษฎีที่ได้รับความนิยมคือ ชาวนีโอลิธิคที่มีความรู้ด้านดาราศาสตร์และการก่อสร้างอันน่าทึ่ง ซึ่งอาจมีจุดประสงค์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือนมัสการดวงอาทิตย์

🔹 ขนหินมาจากไหน?

หินสองชนิดที่ใช้ ได้แก่:

  • Sarsen Stone: หินทรายแข็งขนาดยักษ์ หนักกว่า 20 ตัน

  • Bluestone: หินสีน้ำเงินจากภูเขา Preseli ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 240 กิโลเมตร!

การขนย้ายหินเหล่านี้มาไว้กลางทุ่งราบนั้นถือเป็นเรื่อง “เหลือเชื่อ” สำหรับยุคนั้น นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่ามนุษย์ลากหินเหล่านี้ผ่านน้ำแข็งหรือแม่น้ำ ในขณะที่อีกกลุ่มมองว่าเทคโนโลยีที่สูญหายไปถูกใช้ หรือบางทฤษฎีสุดโต้งก็บอกว่า... "พลังจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์"

🔹 จุดประสงค์คืออะไร?

ไม่มีเอกสารใดระบุแน่ชัดว่าสโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร แต่นี่คือทฤษฎีหลัก:

  • วิหารบูชาดวงอาทิตย์

  • สถานที่ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตและความตาย

  • สุสานของบุคคลสำคัญในยุคโบราณ

  • ปฏิทินดาราศาสตร์ที่ใช้คำนวณฤดูกาล

  • หรืออาจเป็น ศูนย์กลางพลังงานโลก (Energy Grid)

🔹 พิธีกรรมและกลุ่มลึกลับ

ในยุคปัจจุบัน กลุ่มผู้ศรัทธาแนวลึกลับและกลุ่มนีโอ-ดรูอิดยังคงเดินทางมายังสโตนเฮนจ์ในวันครีษมายัน (Summer Solstice) เพื่อทำพิธีรับแสงแรกของดวงอาทิตย์ ซึ่งเส้นแสงจะตกกระทบตรงจุดสำคัญพอดีราวกับการวางแผนอย่างตั้งใจ — นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

🔹 วิทยาศาสตร์ยังอึ้ง

แม้การขุดค้นและวิเคราะห์จะทำต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า:

  • ใครเป็นผู้ออกแบบ?

  • ทำไมต้องวางเป็นวงกลมซ้อนกัน?

  • ขนหินขนาดยักษ์ได้อย่างไร?

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะเชื่อว่า “สโตนเฮนจ์” อาจไม่ใช่ผลงานของมนุษย์ธรรมดา

🔹 สรุป: ปริศนาที่ยังไม่จบ

สโตนเฮนจ์ไม่ได้เป็นเพียงกองหินเก่าแก่ แต่คือเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ที่ท้าทายทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี และผู้สนใจเรื่องลี้ลับทั่วโลก

หรือบางที… สิ่งที่สโตนเฮนจ์ซ่อนไว้อาจไม่ใช่แค่ “หิน” แต่เป็น “ความรู้ที่โลกยังไม่พร้อมจะเข้าใจ”


📌 ติดตามเรื่องราวลึกลับอีกมากมายได้ที่นี่ THE HISTORY X

อย่าลืมกด แชร์, คอมเมนต์, และ ติดตาม หากคุณชื่นชอบเรื่องราวที่ทำให้คุณขนลุกและสงสัยว่า… “เรารู้จักโลกของเราดีแค่ไหน?”

YOUTUBE

สโตนเฮนจ์, สิ่งลี้ลับ, ดรูอิด, โบราณคดี, ประวัติศาสตร์โบราณ, มนุษย์ต่างดาว, พีระมิดหิน

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ไขความลับฟรีเมสัน องค์กรลับระดับโลก


 

เจาะลึกเมฆระเบิด (Cloudburst) ปรากฏการณ์ฝนสุดขั้วที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน

  เมฆระเบิดคือปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่มีความรุนแรงและสร้างผลกระทบมหาศาลโดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูงปรากฏการณ์นี้เก...