ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1863 เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนียได้กลายเป็นเวทีของศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนทิศทางของสงครามกลางเมืองอเมริกาไปตลอดกาล สมรภูมิเกตตีสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) คือการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพสมาพันธรัฐใต้ นำโดยพลเอกโรเบิร์ต อี. ลี และกองทัพสหภาพเหนือที่มีพลเอกจอร์จ จี. มี้ดเป็นผู้บัญชาการ
ศึกนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม และกินเวลาทั้งหมด 3 วัน โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายรวมกันมากกว่า 51,000 คน นับเป็นการรบที่นองเลือดและทรงอิทธิพลที่สุดในสงครามครั้งนั้น จุดที่น่าสนใจคือการรบที่ Little Round Top ซึ่งกองพัน 20th Maine นำโดยพันเอกแชมเบอร์เลน ป้องกันแนวรบไว้ได้อย่างกล้าหาญ แม้กระสุนจะหมด พวกเขาก็ยังตัดสินใจบุกโต้กลับด้วยดาบปลายปืน
อีกหนึ่งฉากสำคัญคือ Pickett’s Charge ซึ่งกองทัพใต้พยายามบุกแนวกลางของฝ่ายเหนือในวันที่ 3 กรกฎาคม ผลคือการสูญเสียอย่างหนัก และทำให้กองทัพของลีต้องถอยกลับเวอร์จิเนียในที่สุด
หลังการรบ ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้เดินทางมายังสนามรบแห่งนี้ และกล่าวสุนทรพจน์ชื่อว่า Gettysburg Address ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคำพูดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ว่า
“…รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะไม่มีวันสูญหายไปจากโลกนี้…”
สมรภูมินี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะทางทหาร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอุดมการณ์เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ
สมรภูมิเกตตีสเบิร์ก: จุดเปลี่ยนของสงครามกลางเมืองอเมริกา
สงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) คือหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมอนาคตของสหรัฐอเมริกา และในจำนวนศึกนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้น สมรภูมิเกตตีสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) ถือเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และในจิตวิญญาณของชาติ
เกตตีสเบิร์ก: เมืองเล็กที่สั่นสะเทือนโลก
เมืองเกตตีสเบิร์ก (Gettysburg) ตั้งอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครรู้จักมาก่อน กระทั่งในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1863 เมื่อกองทัพสมาพันธรัฐใต้ นำโดย พลเอกโรเบิร์ต อี. ลี (Robert E. Lee) บุกเข้ามาในดินแดนของรัฐเหนือ โดยหวังว่าชัยชนะในพื้นที่ทางเหนือจะทำให้สหภาพต้องยอมเจรจาสันติภาพ และอาจทำให้ต่างประเทศ เช่น อังกฤษหรือฝรั่งเศส เข้าร่วมสนับสนุน
แต่ที่เกตตีสเบิร์ก ลีต้องเผชิญกับกองทัพสหภาพ นำโดย พลเอกจอร์จ จี. มี้ด (George G. Meade) ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งก่อนการรบเพียงไม่กี่วัน ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันด้วยจำนวนทหารกว่า 165,000 นาย ในพื้นที่ไม่กว้างใหญ่เกิน 25 ตารางกิโลเมตร
ยุทธศาสตร์ 3 วันแห่งการเปลี่ยนแปลง
-
1 กรกฎาคม: กองทัพใต้โจมตีและผลักดันฝ่ายเหนือให้ล่าถอยเข้าเมือง ทหารสหภาพยึดแนวป้องกันบนเนินเขาและสันเขาทางใต้ของเมือง
-
2 กรกฎาคม: จุดสำคัญอยู่ที่การรบที่ Little Round Top, Devil’s Den, และ Peach Orchard ฝ่ายใต้พยายามโอบล้อมแนวรบด้านซ้ายของฝ่ายเหนือแต่ล้มเหลว ทหารจากรัฐ Maine กลายเป็นฮีโร่ด้วยการโต้กลับด้วยดาบปลายปืนแม้กระสุนจะหมด
-
3 กรกฎาคม: การโจมตีครั้งสุดท้ายที่รู้จักกันในชื่อ Pickett’s Charge กลายเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับของกองทัพใต้ กว่า 12,500 นายบุกแนวกลางของสหภาพแต่ถูกยิงถล่มจนเสียหายอย่างหนัก
ความสูญเสียและบทเรียน
การรบครั้งนี้จบลงด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายรวมกันมากกว่า 51,000 คน นับเป็นหนึ่งในการรบที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา และหลังจากการพ่ายแพ้ที่เกตตีสเบิร์ก กองทัพของลีไม่สามารถเปิดศึกขนาดใหญ่ในดินแดนภาคเหนือได้อีกเลย เป็นจุดเริ่มต้นของการถอยทางยุทธศาสตร์ของสมาพันธรัฐ
สุนทรพจน์เกตตีสเบิร์ก: เสียงสะท้อนจากประชาชน
เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ได้เดินทางไปยังเกตตีสเบิร์กเพื่อร่วมเปิดสุสานทหาร และกล่าวสุนทรพจน์ที่ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที แต่กลับเปลี่ยนความหมายของชาติไปตลอดกาล —
“…รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะไม่มีวันสูญหายไปจากโลกใบนี้…”
คำกล่าวนี้ไม่เพียงแต่ย้ำความสำคัญของเสรีภาพและประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังทั่วโลก
ทำไมเกตตีสเบิร์กจึงยังสำคัญในวันนี้?
ปัจจุบัน สนามรบเกตตีสเบิร์กกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสถานที่เรียนรู้ระดับชาติ ทั้งในแง่การทหาร การเมือง และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันยังเป็นบทเรียนสำคัญว่าอุดมการณ์สามารถเปลี่ยนชะตาชาติได้จริง แม้จะต้องผ่านการต่อสู้และความสูญเสียอันใหญ่หลวง
YOUTUBE