เมื่อพูดถึงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ไม่มีใครไม่กล่าวถึง พระเจ้าอโศกมหาราช (Emperor Ashoka the Great) กษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะ (Maurya Empire) แห่งชมพูทวีป ผู้ไม่เพียงแต่ขยายอาณาเขตไปทั่วอินเดียเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนเส้นทางของประวัติศาสตร์ด้วยการหันหลังให้กับสงคราม แล้วหันมาสนับสนุนสันติภาพ ศีลธรรม และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง พระองค์คือกษัตริย์ผู้เปลี่ยนโลกด้วย "ธรรมะ"
จุดเริ่มต้นของพระเจ้าอโศก
พระเจ้าอโศกทรงเป็นโอรสของพระเจ้าพินทุสาร (Bindusara) และเป็นพระราชนัดดาของจันทรคุปต์มหาราช (Chandragupta Maurya) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เมารยะ พระองค์ขึ้นครองราชย์ในราวปี พ.ศ. 280 (ก่อนคริสตกาล 268) และในช่วงแรกของการปกครอง พระองค์ทรงมีนิสัยเข้มแข็ง เด็ดขาด และทรงเน้นการรบพุ่งขยายอำนาจโดยเฉพาะการทำสงครามกับแคว้นต่าง ๆ เพื่อรวบรวมแผ่นดิน
หนึ่งในสงครามที่เป็นจุดเปลี่ยนของพระองค์คือ สงครามคาลิงคะ (Kalinga War) ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่โหดร้ายและนองเลือดที่สุดในยุคโบราณ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก และความเสียหายก็หนักหนาสาหัส
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ: การหันเข้าสู่ธรรมะ
หลังจากชัยชนะที่คาลิงคะ พระเจ้าอโศกได้ทอดพระเนตรความสูญเสียและความทุกข์ของผู้คน พระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างลึกซึ้ง และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทรงศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องอหิงสา (การไม่เบียดเบียน), เมตตา, กรุณา และการใช้ธรรมะเป็นหลักในการปกครอง
พระเจ้าอโศกมิได้เพียงแต่เปลี่ยนตนเองเท่านั้น แต่ยังพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งระบบ โดยออกพระราชกฤษฎีกาหรือ “ธรรมะศิลาจารึก” (Edicts of Ashoka) ซึ่งสลักไว้ตามเสาและหินใหญ่ทั่วอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงหลักธรรมได้
เสาอโศก: สัญลักษณ์แห่งธรรมาธิปไตย
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยังคงหลงเหลือมาจนปัจจุบันและกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดียคือ เสาอโศก (Ashokan Pillars) ซึ่งเป็นเสาหินสูงใหญ่ ประดับด้วยรูปสิงห์หมอบสี่ทิศ หมายถึงอำนาจแห่งธรรมะที่แผ่ขยายไปทั่วทุกทิศ เสาเหล่านี้มักตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญและบริเวณที่พระเจ้าอโศกเสด็จไปเยือนหรือส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วเอเชีย
พระเจ้าอโศกมหาราชไม่เพียงแต่สนับสนุนพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังส่งพระธรรมทูตไปยังต่างประเทศ เช่น ลังกา (ศรีลังกา) ซึ่งพระราชโอรสของพระองค์คือ พระมหินทเถระ ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน และยังส่งคณะธรรมทูตไปยังแคว้นต่างๆ ในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแม้แต่กรีกโบราณ
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ธรรมราชา” หรือกษัตริย์ผู้ปกครองด้วยธรรมะ พระองค์เป็นตัวอย่างของผู้นำที่เปลี่ยนจากอำนาจสู่เมตตาธรรม จากสงครามสู่สันติภาพ
พระเจ้าอโศก: ต้นแบบของการปกครองด้วยคุณธรรม
แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ราวปี พ.ศ. 312 (ก่อนคริสตกาล 232) แต่พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่ออารยธรรมอินเดียและพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของผู้นำไม่ได้อยู่ที่จำนวนสงครามที่ชนะ แต่อยู่ที่การทำให้โลกดีขึ้นด้วยหลักคุณธรรมและความเมตตา
ในบรรดาตำนานทางพระพุทธศาสนาในสายเถรวาทโดยเฉพาะจากพม่า ลังกา และล้านนา มีตำนานหนึ่งที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา คือ เรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จไปนิมนต์ “พระอุปคุต” เพื่อให้มาปราบพญามารที่มารบกวนพิธีฉลองพระศาสนาในกรุงปาตลีบุตร
🧘♂️ ใครคือพระอุปคุต?
พระอุปคุตเถระ เป็นพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์และเมตตาบารมี ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์จำพรรษาอยู่ใต้ทะเล ณ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) และไม่แสดงตัวแก่ใครนอกจากเหตุอันควร พระอุปคุตมีพลังจิตสูงส่ง และสามารถปราบมารผู้มีฤทธิ์ร้ายด้วยธรรมานุภาพได้อย่างราบคาบ
จุดเริ่มต้นของพิธี “7 วัน 7 เดือน 7 ปี”
หลังจากพระเจ้าอโศกหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง พระองค์ทรงมีความปรารถนาให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง จึงจัด งานมหาสังฆทานอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “พิธีฉลองพระศาสนา 7 วัน 7 เดือน 7 ปี”
โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ:
-
สร้างบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงเพื่อพระศาสนา
-
ถวายทานแก่พระสงฆ์จากทั่วชมพูทวีป
-
แสดงออกถึงความเคารพสูงสุดต่อพระพุทธเจ้า
แต่ในขณะเตรียมงาน กลับมี พญามาร (มารผู้ร้าย) มาปรากฏตัวในหลายรูปแบบ คอยบ่อนทำลายพิธี บางตำนานกล่าวว่าพญามารเหาะมาแปลงกายเป็นสัตว์บ้าง คนบ้าง และทำให้เกิดอาเพศในเมือง เช่น ฟ้าผ่า ลมกรรโชก น้ำท่วมกลางฤดูแล้ง
🔱 พระเจ้าอโศกนิมนต์พระอุปคุต
เมื่อการบูชาพระศาสนาไม่สำเร็จ พระเจ้าอโศกจึงทรงอธิษฐานจิตและออกเดินทางเพื่อนิมนต์พระอุปคุตผู้สถิต ณ เกษียรสมุทร ตามคำแนะนำของพระอรหันต์
💬 “ข้าแต่พระคุณเจ้า หากพระองค์ยังมีพระเมตตา ขอโปรดแสดงองค์เพื่อปราบพญามาร และให้พิธีของพระพุทธศาสนาได้ดำเนินต่อไปด้วยเถิด”
เมื่อพระองค์เสด็จถึงฝั่งทะเล ได้พบ พระอุปคุต ปรากฏองค์ขึ้นบนใบบัวกลางทะเลในท่าขัดสมาธิ และยอมตามเสด็จขึ้นมายังกรุงปาตลีบุตรเพื่อร่วมปราบพญามาร
⚔️ การปราบพญามาร
พระอุปคุตได้ใช้ฤทธิ์ทางธรรม เช่น แผ่เมตตา, ญาณสมาบัติ, ธรรมเทศนา ปราบพญามารอย่างสันติ ไม่มีการใช้อาวุธหรือการทำร้าย กลับใช้เพียงอำนาจแห่งความจริงและพลังเมตตา ส่งผลให้พญามารหมดฤทธิ์และจำต้องยอมแพ้
หลังจากนั้นพิธีกรรมจึงดำเนินต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
🎉 การเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี
-
7 วัน ถวายทานทุกวันต่อเนื่อง ให้พระสงฆ์หมุนเวียนกันมารับบาตร
-
7 เดือน มีการฟังธรรมตลอดเดือนจากพระอรหันต์สายต่าง ๆ
-
7 ปี มีการสร้างวัด สถูป และสถาปัตยกรรมพระพุทธศาสนา เช่น พระสถูปที่สาญจี (Sanchi Stupa)
พิธีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ที่แสดงให้เห็นถึงการผสานกันระหว่างโลกียะกับโลกุตระ การปกครองด้วยธรรม และความเมตตาเหนือพลังอำนาจ
✨ สาระสำคัญที่ควรจดจำ
-
พระเจ้าอโศกเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ใช้ธรรมะปกครองบ้านเมือง
-
พระอุปคุตคือพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์ธรรมและเมตตา
-
พิธี 7 วัน 7 เดือน 7 ปี คือการเฉลิมฉลองพระศาสนาอย่างสูงสุด
-
พญามารเปรียบเหมือนอุปสรรคในใจมนุษย์ ซึ่งสามารถดับได้ด้วย “ธรรม”