ไขความลับฟรีเมสัน องค์กรลับระดับโลก
ฟรีเมสัน (Freemasons): องค์กรลับที่โลกไม่เคยเข้าใจ
บทที่ 1: กำเนิดแห่งความลับ
องค์กร “ฟรีเมสัน” หรือ “Freemasons” คือชื่อที่แวดวงสมาคมลับและทฤษฎีสมคบคิดต่างก็รู้จักกันดี ชื่อนี้เป็นที่กล่าวขานมานานนับศตวรรษในฐานะกลุ่มที่ทรงอิทธิพล ลึกลับ และอาจมีบทบาทในการควบคุมโลกเบื้องหลัง ตั้งแต่ยุคกลางของยุโรปจนถึงโลกยุคใหม่
ต้นกำเนิดของฟรีเมสันยังเป็นที่ถกเถียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าฟรีเมสันสมัยใหม่มีรากเหง้ามาจากกลุ่มช่างก่อสร้างหินหรือ “mason” ที่มีทักษะชั้นสูงในยุโรปช่วงปลายยุคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษและสก็อตแลนด์ ซึ่งพวกเขาทำหน้าที่สร้างมหาวิหาร โบสถ์ และปราสาทต่าง ๆ ด้วยความสามารถทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนและต้องการการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
คำว่า “Freemason” มีความหมายว่า “ช่างหินอิสระ” ซึ่งเชื่อว่าหมายถึงช่างที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อขุนนางใดๆ และสามารถเดินทางไปรับงานได้อย่างเสรี ภายในกลุ่มมีการถ่ายทอดความรู้ผ่านสัญลักษณ์และพิธีกรรมลับที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ
บทที่ 2: การก่อตั้งลัทธิและพัฒนาเป็นองค์กรลับ
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 17–18 งานก่อสร้างหินที่เคยเฟื่องฟูเริ่มซบเซา กลุ่มช่างก่อหินจึงเริ่มเปิดรับสมาชิกที่ไม่ได้เป็นช่างฝีมือโดยตรง แต่เป็นผู้มีความรู้ เช่น นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ หรือชนชั้นสูงที่สนใจในปรัชญา ศีลธรรม และจิตวิญญาณ กลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “Speculative Mason” แยกจาก “Operative Mason” ซึ่งเป็นช่างก่อหินจริงๆ
ในปี ค.ศ. 1717 เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น นั่นคือการรวมตัวกันของ 4 “Lodges” ในกรุงลอนดอน ก่อกำเนิดเป็นองค์กรที่ชื่อว่า “Grand Lodge of England” ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของฟรีเมสันสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้น กลุ่มฟรีเมสันก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา ซึ่งในยุคนั้นเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การเมือง และศาสนา
บทที่ 3: สัญลักษณ์และพิธีกรรมที่ซ่อนความหมาย
หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ฟรีเมสันถูกมองว่าเป็น “องค์กรลับ” คือการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ดูแปลกประหลาดและมีนัยยะซ่อนเร้น เช่น:
-
วงเวียนและฉาก (Square and Compass): เครื่องมือช่างที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หลักของฟรีเมสัน หมายถึงความสมดุล ความยุติธรรม และการใช้เหตุผล
-
ตัวอักษร G: มักอยู่ตรงกลางระหว่างวงเวียนและฉาก มีความหมายถึง “God” หรือ “Geometry”
-
ปิระมิดและดวงตา (All-seeing Eye): สื่อถึงพระเจ้าผู้มองเห็นทุกสิ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่หลายคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการควบคุมของกลุ่มชนชั้นสูง
นอกจากสัญลักษณ์แล้ว พิธีกรรมภายในยังถูกเก็บเป็นความลับ สมาชิกใหม่ต้องผ่าน “การบ่มเพาะ” หรือ “Initiation” เพื่อเข้าสู่ระดับชั้นต่างๆ ได้แก่ Apprentice, Fellowcraft และ Master Mason ซึ่งแต่ละขั้นมีบททดสอบและคำสาบานเฉพาะตัว
บทที่ 4: บทบาทของฟรีเมสันในประวัติศาสตร์
ในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 กลุ่มฟรีเมสันมีสมาชิกที่เป็นบุคคลสำคัญมากมาย เช่น:
-
จอร์จ วอชิงตัน: ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ก็เป็นสมาชิกฟรีเมสัน
-
เบนจามิน แฟรงกลิน: นักปราชญ์และนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของอเมริกา
-
โมซาร์ท: นักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
ฟรีเมสันมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสและอเมริกา โดยส่งเสริมแนวคิดเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberty, Equality, Fraternity) อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของพวกเขากลับทำให้เกิดการหวาดระแวงจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและศาสนจักร เช่น วาติกันที่เคยออกแถลงการณ์ห้ามคริสตชนเข้าร่วมกับฟรีเมสัน
บทที่ 5: ทฤษฎีสมคบคิด และการควบคุมโลกเบื้องหลัง
ด้วยความลึกลับและการใช้สัญลักษณ์แปลกประหลาด ทำให้ฟรีเมสันกลายเป็นหัวข้อของทฤษฎีสมคบคิดทั่วโลก หลายทฤษฎีกล่าวหาว่าพวกเขา:
-
ควบคุมเศรษฐกิจโลกผ่านธนาคารและบริษัทข้ามชาติ
-
มีอำนาจทางการเมืองเหนือรัฐบาลหลายประเทศ
-
เชื่อมโยงกับ “Illuminati” กลุ่มชนชั้นสูงที่ต้องการสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” หรือ “New World Order”
-
บูชายัญทางลัทธิลับ หรือบงการสงครามต่างๆ เพื่อลดจำนวนประชากร
แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่การมีสมาชิกที่เป็นบุคคลสำคัญในทุกแวดวงก็ทำให้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่เคยหายไป
บทที่ 6: ฟรีเมสันในโลกปัจจุบัน
ในปัจจุบัน ฟรีเมสันยังคงมีอยู่จริง และเปิดเผยมากกว่าสมัยก่อน พวกเขามีเว็บไซต์เป็นทางการและจัดกิจกรรมการกุศลอยู่เสมอ โดยยืนยันว่าจุดประสงค์ขององค์กรคือการส่งเสริมคุณธรรม ความเป็นมนุษย์ และการช่วยเหลือสังคม
มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 6 ล้านคน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรป
แต่ถึงแม้จะโปร่งใสขึ้น ก็ยังมีหลายคำถามที่พวกเขาไม่เคยตอบ เช่น รายละเอียดของพิธีกรรม ระดับชั้นที่สูงที่สุด หรือความสัมพันธ์กับองค์กรลับอื่นๆ
บทที่ 7: ความแตกต่างในระดับ “ลึก”
ฟรีเมสันไม่ได้มีแค่ 3 ระดับชั้นธรรมดาเท่านั้น ยังมี “Rite” หรือ “ขบวนการ” ที่ยกระดับสมาชิกไปถึงขั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น:
-
Scottish Rite: มีถึง 33 ระดับ โดยชั้นที่ 32–33 ถือว่าเป็นชั้นยอดสูงสุด
-
York Rite: เน้นด้านพิธีกรรมทางศาสนาและอัศวิน
-
Shriners: เป็นกลุ่มย่อยที่เน้นงานกุศล มีการแต่งชุดคล้ายแขกอาหรับ สวมหมวกเฟซ
หลายทฤษฎีเชื่อว่าชั้นลึกเหล่านี้มีการเข้าถึงความลับระดับ “อภิมหาอำนาจ” ทั้งในเชิงวิญญาณ พลังลึกลับ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
บทที่ 8: ฟรีเมสันในประเทศไทย
ฟรีเมสันเข้ามาในประเทศไทยช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวต่างชาติที่พำนักในไทยเป็นผู้นำเข้ามา มี “Lodge” เล็กๆ ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เช่น “Lodge St. John” ซึ่งปัจจุบันยังดำเนินการอยู่เงียบๆ
ฟรีเมสันในไทยไม่ได้มีอิทธิพลมากนัก และสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติหรือนักธุรกิจ แม้มีข่าวลือว่าผู้นำบางคนของไทยเกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน
บทที่ 9: ความจริงที่อาจไม่มีใครรู้
สุดท้ายนี้ คำถามสำคัญคือ “ฟรีเมสันคือภัยคุกคามของโลก หรือเพียงองค์กรอุดมการณ์?”
หลายคนมองว่าองค์กรนี้คือศูนย์รวมของปัญญาชนที่ต้องการสร้างโลกที่ดีขึ้น แต่บางคนก็เชื่อว่ามันคือกลุ่มที่มีอำนาจล้นฟ้าและบงการโลกจากเบื้องหลัง ความลับที่แท้จริงอาจถูกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของความช่วยเหลือ ความภราดรภาพ และสัญลักษณ์สวยงามเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเล่า องค์กรฟรีเมสันได้กลายเป็น “ตำนาน” ไปแล้วในสายตาของโลก เสน่ห์ของความลึกลับ และพลังแห่งความไม่รู้ คือสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงอยู่ในกระแสตลอดกาล
คำถามสุดท้ายที่เหลือไว้ให้ผู้ฟังคือ...
“สิ่งที่พวกเขาปิดบัง…คือความลับ หรือคือกระจกสะท้อนตัวเรา?”
ติดตามตามช่องทางโซเชียลอื่นๆได้ที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/@thehistoryx365?sub_confirmation=1
https://www.tiktok.com/@thehistoryx365
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น