แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามอิสราเอลอิหร่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามอิสราเอลอิหร่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568

สงครามอิสราเอล - อิหร่าน วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์โลกล่าสุด


 เมื่อกล่าวถึงความขัดแย้งระดับโลกในปี 2025 ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ร้อนแรงและส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกได้เท่ากับ “สงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน” อีกแล้ว แม้โลกจะเคยผ่านสงครามมากมาย แต่การปะทะกันระหว่างสองขั้วอำนาจในตะวันออกกลางครั้งนี้ กลับมีความหมายและความเสี่ยงที่มากกว่าการยิงจรวดหรือการโจมตีด้วยโดรน มันคือการเผชิญหน้าระหว่างรัฐที่มีเทคโนโลยีทางทหารสูงที่สุดในภูมิภาค กับรัฐที่มีความทะเยอทะยานจะครอบครองนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย และผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ อาจจะกำหนดทิศทางความมั่นคงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้เลยทีเดียว

ต้นเดือนมิถุนายน 2025 อิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน โดยเฉพาะบริเวณที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ทดสอบระบบป้องกันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเจตจำนงชัดเจนของรัฐบาลเนทันยาฮู ที่ต้องการหยุดยั้งอิหร่านไม่ให้เข้าใกล้การเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยเด็ดขาด

ในทางกลับกัน อิหร่านก็ไม่ได้เงียบงัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่เมืองเป้าหมายในอิสราเอล พร้อมประกาศจะยกระดับการโจมตีหากการรุกรานยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกันนั้นก็ยังมีรายงานว่าเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่าน เช่น กลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮูตีในเยเมน ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวทางทหารเช่นกัน

สื่อทั่วโลกต่างจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามนิวเคลียร์” ครั้งแรกของโลกยุคใหม่ เสียงเตือนจากวอชิงตัน บรัสเซลส์ ไปจนถึงปักกิ่งและมอสโก ดังก้องว่า หากอิหร่านหรืออิสราเอลเลือกใช้ “ยุทธศาสตร์นอกขอบเขต” เช่น อาวุธชีวภาพ หรืออุปกรณ์กระจายสารกัมมันตรังสี โลกอาจก้าวเข้าสู่ความไม่แน่นอนอย่างที่สุด

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีทางทหาร หรืออาวุธนิวเคลียร์ หากเป็น “การประลองเจตจำนง” ระหว่างสองประเทศ ที่ต่างเชื่อมั่นว่าตนเองอยู่ฝั่งที่ถูกต้อง และไม่มีใครยอมถอยให้ใคร การที่สงครามจะจบลงอย่างสันติ จึงดูจะเลือนลางในขณะนี้

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบทความนี้จึงต้องมีอยู่ เราจะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังสงคราม วิเคราะห์โครงสร้างกองทัพ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบระดับโลก และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นต่อไป ตลอดบทความนี้ คุณจะได้เข้าใจว่า “สงครามอิสราเอล–อิหร่าน” ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ข่าวธรรมดา แต่มันคือบททดสอบสำคัญของมนุษยชาติในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างการทูตกับการทำลายล้างบางลงทุกที


ประวัติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–อิหร่าน: จากพันธมิตรสู่ศัตรู

ก่อนที่จะกลายเป็นศัตรูทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตะวันออกกลาง อิหร่านและอิสราเอลเคยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอย่างน่าประหลาดใจ ในช่วงก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979 อิหร่านภายใต้ระบอบกษัตริย์ของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอิสราเอล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการข่าวกรอง

จากมิตรสู่ศัตรู: จุดเปลี่ยนปี 1979

ปี 1979 คือจุดเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติอย่างสิ้นเชิง เมื่ออิหร่านเกิดการปฏิวัติอิสลาม นำโดยอยาตอลเลาะห์ โคไมนี รัฐอิสลามแห่งใหม่ที่ถูกสถาปนาขึ้นมานั้นมีแนวคิดต่อต้านชาติตะวันตกและต่อต้านไซออนิสต์อย่างรุนแรง อิสราเอลถูกระบุว่าเป็น "ศัตรูของอิสลาม" และถูกเรียกว่า "ปีศาจน้อย" ควบคู่ไปกับสหรัฐอเมริกาที่เป็น "ปีศาจใหญ่"

หลังจากนั้น ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศยกระดับจากสงครามวาทกรรม ไปสู่การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคอย่างเฮซบุลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน และฮามาส (Hamas) ในปาเลสไตน์ ซึ่งอิหร่านให้การสนับสนุนอย่างลับและเปิดเผยมาโดยตลอด ขณะที่อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยการทำสงครามลับ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ของอิหร่าน การโจมตีทางไซเบอร์ เช่น "Stuxnet" และการโจมตีทางอากาศในซีเรียต่อกองกำลังที่อิหร่านหนุนหลัง

จุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจละสายตา

อิสราเอลมองว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงระยะยาวที่อันตรายที่สุด เพราะมีความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ การขยายอิทธิพลผ่านกองกำลังทหารพร็อกซี และอุดมการณ์ที่ไม่สามารถต่อรองได้ ส่วนอิหร่านเองก็ถือว่า อิสราเอลเป็นเครื่องมือของตะวันตกที่เข้ามาควบคุมภูมิภาค และยังคงยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังแย่งชิงอิทธิพลในกลุ่มประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งต่างมีบทบาทต่อความมั่นคงของตะวันออกกลางโดยรวม อิสราเอลมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและการทหาร ขณะที่อิหร่านใช้กลยุทธ์แทรกซึมผ่านองค์กรติดอาวุธและอุดมการณ์ศาสนาแบบชีอะห์ ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางสุหนี่ของประเทศอาหรับส่วนใหญ่

โครงการนิวเคลียร์: ชนวนใหญ่ที่นำไปสู่ความตึงเครียด

หนึ่งในชนวนหลักที่ผลักดันให้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่ระดับวิกฤตคือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้เตหะรานจะยืนยันว่าโครงการของตนมีเป้าหมายเพื่อสันติ แต่หลายประเทศ รวมถึงอิสราเอล มองว่าความพยายามในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการวิจัยอาวุธเป็นหลักฐานของเจตนาที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ในปี 2015 ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ได้ลงนามโดยกลุ่ม P5+1 และอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลคัดค้านอย่างรุนแรง นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะไม่สามารถหยุดยั้งอิหร่านได้ แต่เพียงแค่ซื้อเวลาให้เท่านั้น และเมื่อสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจาก JCPOA ในปี 2018 ความหวังในการควบคุมอิหร่านก็ยิ่งเลือนลางลง

ลอบสังหารและการโจมตีในเงามืด

ในช่วงปี 2020–2022 มีเหตุการณ์ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายราย ซึ่งรัฐบาลเตหะรานระบุว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล หนึ่งในนั้นคือ โมห์เซน ฟาคริซาเดห์ (Mohsen Fakhrizadeh) ซึ่งถูกสังหารในปี 2020 การลอบสังหารนี้ไม่เพียงเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า อิสราเอลพร้อมใช้ทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน อิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายของอิหร่านในซีเรียและเลบานอนอย่างต่อเนื่อง เช่น คลังอาวุธและฐานปฏิบัติการของ IRGC และ Hezbollah ซึ่งเป็นการทำสงครามตัวแทนที่ดำเนินมานานหลายปี

สู่จุดแตกหัก: ปี 2025 และการเปิดหน้าชน

หลังจากปี 2022–2024 ความตึงเครียดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความขัดแย้งจาก "สงครามลับ" สู่ "สงครามเปิดเผย" ด้วยการโจมตีทางอากาศและการตอบโต้ที่ชัดเจน

คำถามคือ การย้อนรอยความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ จะช่วยให้โลกมีหนทางออกจากความขัดแย้งหรือไม่ หรือมันเป็นเพียงบทนำของสงครามที่ไม่มีทางถอย?


YOUTUBE

FACEBOOK 

 

เจาะลึกเมฆระเบิด (Cloudburst) ปรากฏการณ์ฝนสุดขั้วที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน

  เมฆระเบิดคือปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่มีความรุนแรงและสร้างผลกระทบมหาศาลโดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูงปรากฏการณ์นี้เก...